ยกเครื่องการผลิต-พัฒนาครู

โพสต์17 ต.ค. 2556 20:28โดยPramern Boonsena

จาตุรนต์ แนะต้องอาศัยศึกษานิเทศก์ฟันเฟืองพัฒนาการเรียนการสอน ด้านเครือข่ายร่วมพัฒนาการศึกษาของชาติ ไม่ปลื้ม! ปรับหลักสูตรใหม่เตือนอย่าลืมวิชาพลเมือง-ศีลธรรม

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.56 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่าคณะกรรมการคุรุสภาได้ให้ข้อเสนอที่เป็นประโยชน์อย่างมาก เกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาครู ซึ่งข้อเสนอนี้สอดคล้องกับนโยบายข้อ 2 ปฏิรูประบบผลิตพัฒนาครู จำนวนการผลิตสอดคล้องกับความต้องการ มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนในโลกยุคใหม่ พัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะครูให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนดูแลระบบสวัสดิการครูเพื่อเพิ่มขวัญและกำลังใจ ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่อยู่ระหว่างเตรียมระดมความคิดเห็น เพื่อวางระบบการผลิตและพัฒนาครูที่ชัดเจน โดยคุรุสภาได้ตอบรับที่จะเป็นกำลังสำคัญในการวางแผนและระดมความคิดเห็น ซึ่งตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะคุรุสภาเป็นสภาครูที่มีความเข้าใจในเรื่องวิชาชีพ และมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาครู รวมถึงการกำหนดคุณสมบัติและมาตรฐานของครูด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องการกำหนดคุณสมบัติและมาตรฐานของครู จะต้องเชื่อมโยงกับเรื่องใบประกอบวิชาชีพ และการอนุญาตให้ผู้มีความรู้ ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ครู ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าขณะนี้เรากำลังขาดแคลนครู โดยเฉพาะครูอาชีวศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีรวม ถึงครูภาษาต่างประเทศ เป็นต้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับกฎกติกา

ซึ่งทราบว่าทางคุรุสภา กำลังดำเนินการอยู่ โดยตนเสนอให้มีการจัดวงหารือเพื่อรับฟังความเห็นว่า อะไรที่ปรับปรุงแล้วจะเป็นประโยชน์สูงสุดก็ควรทำ เช่น คุณสมบัติเกี่ยวกับใบประกอบวิชาชีพ ที่ยังมีความยุ่งยากในบางกรณี และบางครั้งการที่คนไม่จบสายครู สามารถเข้ามาเป็นครูได้ โดยเฉพาะสาขาวิชาที่ขาดแคลน ก็อาจส่งผลกระทบต่อคนที่เรียนสายครูมาโดยตรง ฉะนั้นเรื่องนี้จะต้องมาดูรายละเอียดกันก่อน

"เรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องช่วยกันคิดในเวลานี้ คือระบบการพัฒนาครูทั้งประเทศ ซึ่งบอร์ดคุรุสภา ได้เสนอ แนวทางที่สอดคล้องกับแนวทางของ ศธ. คือการอาศัยศึกษานิเทศก์ ในการพัฒนาครูเรื่องการเรียนการสอนที่จะต้องมีการวางระบบการพัฒนา และส่งเสริมบทบาทของศึกษานิเทศก์อย่างจริงจัง โดยผมคิดว่าจะทำเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนต่อไป" รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

วันเดียวกัน นายจำเริญ พรหมมาศ ผู้ช่วยเลขาธิการองค์กรเครือข่ายร่วมพัฒนาการศึกษาของชาติ กล่าวถึงกรณีที่ ศธ.กำลังปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยปรับจาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เหลือ 6 กลุ่มความรู้ ว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องปรับหลักสูตร เพราะเพิ่งปรับปรุงไปเมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น แต่หากจำเป็นต้องมีการปรับจริงๆ ก็ควรไปทบทวนหลักสูตรฯ ปี 2503 จะดีกว่าการจัดทำหลักสูตรใหม่ เพราะหลักสูตรของปี 2503 มีการระบุชัดเป็นรายวิชา เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และสุขศึกษา แต่หลักสูตรที่กำลังจัดทำใหม่นั้นวิชาเหล่านี้กลับหายไป โดยเฉพาะวิชาหน้าที่พลเมือง ประวัติศาสตร์และศีลธรรม ซึ่งเป็นวิชาที่ฝึกความมีวินัย ความรักชาติ มีความประพฤติในทางที่ถูกต้อง

"หลักสูตรใหม่ครั้งนี้ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผมไม่อยากให้คนข้างบนคิดไปคนเดียว อยากให้ผู้ปฎิบัติได้มีส่วนรับรู้และแสดงความคิดเห็นด้วย อีกทั้งชื่อวิชาใน 6 กลุ่มความรู้ก็มีความยาวเกินไป ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ระบุชัดเป็นรายวิชา ทั้งนี้โดยส่วนตัวแล้วอยากเรียกร้องให้มีกรมวิชาการเหมือนเดิม เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำหลักสูตรไม่ให้สะเปะสะปะอย่างปัจจุบัน" นายจำเริญ กล่าว

 

ที่มา สยามรัฐ

Comments