อัด สพฐ.หมกเม็ดโกงสอบครู -จ่อเด้ง-ฟันวินัย 2 บิ๊ก สพฐ. ชงโละผล "ครูผช." 5 เขต

โพสต์19 มี.ค. 2556 03:10โดยPramern Boonsena

"ดีเอสไอ" เผยผลสอบโกงครูผู้ช่วยกว่า 2 พันอัตรา พบ 3 รูปแบบ เล็งประชุมทีมงานสรุปรายละเอียดอีกครั้ง 18 มี.ค. เตรียมเพิกถอนผลสอบรายพื้นที่-บุคคล "บอร์ดครูประถมโคราช" แนะเอาผิดแก๊งทุจริตสอบครูจริงจัง ระบุ "สพฐ." มีเบาะแสทุจริตมานานแล้ว แต่หมกเม็ดไว้ จี้รัฐบาลฟันตัวการ หวั่นสังคมหมดศรัทธาอาชีพครู วอนอำนาจเขตพื้นที่ดำเนินการจัดสอบเอง
          เมื่อวันที่ 17 มี.ค.56 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีทุจริตสอบครูผู้ช่วยจำนวน 2,000 อัตราของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า จากการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบในเชิงลึก พบว่ามีการกระทำผิดใน 3 รูปแบบคือ การเฉลยข้อสอบ และแจกก่อนเข้าห้องสอบ การใช้เครื่องมือสื่อสารเข้าไปทำการเฉลยข้อสอบขณะอยู่ในห้องสอบ และการสอบแทนกัน ทั้งนี้ในวันที่ 18 มี.ค.นี้ คณะทำงานของดีเอสไอจะมีการประชุมสรุปรายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง รวมทั้งจะมีการสรุปพื้นที่ทำการสอบที่จะต้องเพิกถอนผลสอบเป็นรายพื้นที่และรายบุคคลที่กระทำความผิด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบและความไม่เป็นธรรมกับผู้ที่สอบได้โดยสุจริต เพื่อส่งให้กับกระทรวงศึกษาธิการในวันเดียวกัน
          ด้าน นายอดิศร เนาวนนท์ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ฐานะประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 7 เปิดเผยถึงกรณี ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ลงนามคำสั่งให้ผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วยสลับตำแหน่งชั่วคราว ว่า เป็นการปฏิบัติตามวิธีปกติของระบบข้าราชการไทยเท่านั้น การทุจริตเกี่ยวข้องการสอบครูที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) หมกเม็ดมาตลอด และครั้งนี้มีความพยายามจะปิดบังอำพรางไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้นรัฐบาลต้องเอาจริงในการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง เพราะมีพยานหลักฐานชัดเจนหากไม่สามารถเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่มีตำแหน่งระดับบิ๊กๆในสพฐ.ซึ่งอยู่เบื้องหลังขบวนการทุจริตได้สังคมจะหมดศรัทธากับอาชีพครูโดยมีข้าราชการครูเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่ไม่มีจริยธรรม ทรยศต่อวิชาชีพ จึงขอฝากความหวังกับดีเอสไอที่จะดำเนินการเอาผิดกับขบวนการทำลายความเชื่อมั่นของอาชีพครู ซึ่งต้องเป็นแบบอย่างที่ดี มิเช่นนั้นจะไปสอนใครได้หากครูทำผิดเสียเองและทำให้การทุจริตขยายวงแพร่หลายเป็นอันตรายต่อสังคม และประเทศชาติ
          นายอดิศร กล่าวต่อว่า การสอบบรรจุครูผู้ช่วย สพฐ.ยังรวบอำนาจการดำเนินการจัดสอบ โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาทำหน้าที่เป็นเพียงสนามสอบ นอกจากจะแก้ปัญหาการทุจริตสอบไม่ได้แล้วยังเป็นการกระทำที่ผิดต่อ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ.2547 มาตรา 47 ที่บัญญัติให้อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคล เข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
          "ฉะนั้น สพฐ.ต้องคืนอำนาจการจัดสอบให้กับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาให้ดำเนินการเอง หากพบการทุจริตในเขตพื้นที่การศึกษาใด ให้ดำเนินการทั้งทางวินัย และทางอาญากับผู้เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด เมื่อใช้ข้อสอบเป็นชุดเดียวกันทั่วประเทศ มีความเป็นไปได้ ที่จะมีการเผยแพร่คำตอบ โดยช่องทางออนไลน์ ไปยังผู้เข้าสอบในสนามสอบอื่นๆ หากมีพยานหลักฐานพบการกระจายคำตอบข้อสอบ ต้องประกาศยกเลิกผลการสอบทั้งหมดทั่วประเทศ"

          

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

---------------------------------------------

สรุปผลสอบ ' 514 ครูผช.' ชี้ทุจริตชัด! ยื่นก.ค.ศ.ลงดาบ 22 มี.ค. ดีเอสไอฟันธงผิด 3 กระทง

 

          ชง'เสริมศักดิ์'ผู้สอบครูช่วย 514 คนทุจริตชัด เผยผลวิเคราะห์เก่งเหลือเชื่อ วิชาสุดหิน 'พละ-อังกฤษ'ยังได้เต็ม
          การตรวจสอบกรณีทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว12 เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏรูปแบบพฤติการณ์การโกงในหลายรูปแบบ และอยู่ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำการสอบสวนและรวบรวมข้อมูล โดยจะนำข้อสรุปเสนอกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อพิจารณายกเลิกการสอบเป็นรายเขตพื้นที่ฯ ในวันที่ 18 มีนาคม ขณะที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. จะประมวลผลการสอบสวนของดีเอสไอและหารือกับนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ก่อนพิจารณาว่าจำเป็นต้องโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงใน สพฐ.ออกจาก สพฐ. เพื่อเปิดทางการสอบสวนหรือไม่นั้น
          เมื่อวันที่ 17 มีนาคม นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีปัญหาการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ชุดที่นายเสริมศักดิ์ แต่งตั้ง เปิดเผยว่า หลังจากสรุปข้อมูลให้ดีเอสไอและนายเสริมศักดิ์หมดแล้ว คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯก็จะยุติบทบาท ยกเว้นนายเสริมศักดิ์จะมอบหมายให้ดำเนินการต่อในบางสอบข้อเท็จจริงฯก็จะยุติบทบาท ยกเว้นนายเสริมศักดิ์จะมอบหมายให้ดำเนินการต่อในบางเรื่อง ซึ่งในประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) วันที่ 22 มีนาคม ซึ่งจะมีการพิจารณายกเลิกการสอบเป็นรายเขตพื้นที่ฯ ก็พร้อมจะเข้าไปให้ข้อมูลต่อที่ประชุมด้วย
          นายพิษณุกล่าวต่อว่า ในวันที่ 18 มีนาคม จะนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้สอบคัดเลือกครูผู้ช่วยที่มีคะแนนสูงผิดปกติ 514 คนให้กับนายเสริมศักดิ์ ซึ่งมีความชัดเจนว่า ทั้ง 514 คนมีการทุจริตแน่นอน แต่ต้องให้ ที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาตัดสินว่าจะมีมติ ออกมาเช่นไร
          ผู้ที่ได้คะแนนสูงผิดปกติกลุ่มนี้ เมื่อวิเคราะห์ตามสถิติข้อมูล ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะได้คะแนนสอบในภาค ก เต็มใน 4 ชุดวิชาใดวิชาหนึ่ง เช่น บางคนได้คะแนนใน 4 ชุดวิชา 48-49- 50-50 คะแนน แม้คนที่เรียนเก่งมากๆ ก็คงไม่สามารถทำคะแนนได้มากขนาดนี้ และที่น่าสงสัยในบางวิชาเอก เช่น พลศึกษาซึ่งเป็นสาขาวิชาที่เน้นการปฏิบัติและยากมากที่จะมีผู้สอบได้คะแนนเต็ม แต่ครั้งนี้มีผู้ที่ได้คะแนนเต็ม  หรือแม้แต่วิชาเอกภาษาอังกฤษก็มีคนได้คะแนนเต็มด้วย นอกจากนี้เมื่อมาดูความยากง่ายของข้อสอบแต่ละฉบับ สพฐ.เคยระบุว่ามีความยากง่ายสลับกันไป ฉะนั้นจึงไม่น่าได้คะแนนเต็มมากขนาดนี้
          นายพิษณุกล่าว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ที่สอบบรรจุได้ด้วยตนเอง จะได้คะแนนในแต่ละชุดวิชา 30 กว่าคะแนนเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีใครได้มากกว่า 40 คะแนนหรือได้คะแนนในแต่ละชุดวิชา 30 กว่าคะแนนเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีใครได้มากกว่า 40 คะแนนหรือได้คะแนนเต็มเลย และเมื่อรวมคะแนนใน 4 ชุดวิชาจะได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไป แต่จะไม่เกินร้อยละ 80 ดังนั้น เมื่อเทียบคะแนนของผู้สอบได้ปกติกับกลุ่ม 514 คนที่เชื่อว่าทุจริต คะแนนจะแตกต่างกันมาก และเมื่อพิจารณาในภาพรวมของการสอบบรรจุครูผู้ช่วยครั้งนี้ ซึ่งมีตำแหน่งว่างบรรจุได้ประมาณ 2,400 ตำแหน่ง น่าจะมีผู้ที่ทุจริตสอบบรรจุได้ประมาณร้อยละ 25
          ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ภายหลังผู้สมัครสอบครูผู้ช่วยที่ยอมจ่ายเงิน ร่วมมือในการให้ข้อมูลกับดีเอสไอเพื่อแลกกับการกันเป็นพยาน เพื่อไม่ต้องถูกดำเนินคดี ทำให้ขณะนี้กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบวิตกกังวลใจอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ขอนแก่น เขต 4 และ สพป.ขอนแก่น เขต 3 มีระดับผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่ฯ 1 คน และผู้อำนวยการโรงเรียนหลายคน โดยมีเจ้าหน้าที่ในสพป.คนหนึ่งทำหน้าที่หาลูกค้าที่เป็นพนักงานราชการ ครูอัตราจ้าง ทำให้การสอบที่ผ่านมามีพนักงานราชการ ครูอัตราจ้างของหลายโรงเรียนใน จ.ขอนแก่น สอบได้ยกโรงเรียน เช่น  โรงเรียนบ้านคำแมด กิ่งอำเภอซำสูง สอบได้ทั้งหมด 2 คน โรงเรียนทุ่งใหญ่รัตนศึกษา สอบได้ 6 คน และโรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม อ.กระนวน สอบได้หมด 2 คน
          "มีพนักงานราชการในโรงเรียนคนหนึ่งทำงานมา 10 กว่าปี สอบกี่ครั้งก็ไม่ผ่าน แต่คราวนี้สอบผ่าน เพราะไปจ่ายเงินมา 4 แสนกว่าบาท เจ้าตัวมาพูดเอง ส่วนพนักงานราชการที่ไปเสียเงินให้กับขบวนการทุจริต พอได้เฉลยคำตอบมาก็นำไปขายต่อให้กับคนอื่น แต่ก็สอบบรรจุในคราวนี้ไม่ได้ เพราะไปชนกับคนที่ได้เฉลยมาเหมือนกัน" ผู้อำนวยการโรงเรียนคนเดิมกล่าว
          นายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีนายเสริมศักดิ์ระบุว่าเคยมอบหมายให้ไปตรวจสอบข่าวลือก่อนหน้านี้ว่า จะมีการทุจริต โดยยอมรับ นายเสริมศักดิ์ สั่งการจริงและได้ไปตรวจสอบแล้ว แต่ไม่พบการทุจริต อาจเป็นเพราะไม่มีแหล่งข้อมูล เชิงลึก ดังนั้นหากจะกล่าวหา สพฐ.ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คงไม่ได้ เพราะได้ทำตามหน้าที่ และให้เกิดความเป็นธรรมอย่างดีที่สุดแล้ว หน้าที่ และให้เกิดความเป็นธรรมอย่างดีที่สุดแล้ว
          "จะหาว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไร ในเมื่อคำว่า ละเว้น หมายถึงมีหน้าที่ แต่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ แต่ในที่นี้ หน้าที่ของ สพฐ.คือ ออกข้อสอบ ตรวจกระดาษคำตอบ ประมวลผลการสอบ หากปรากฏว่ามีการทุจริตหรือส่อไปในทางไม่สุจริต ให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาแก้ไขหรือยกเลิกการคัดเลือกในครั้งนั้นได้ ถามว่า สพฐ.จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ในเมื่อหน้าที่การยกเลิกเป็นของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ไม่ใช่ของ สพฐ." รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว
          นายอนันต์กล่าวด้วยว่า เชื่อมั่นว่าข้อสอบไม่ได้รั่วมาจากส่วนกลาง เพราะไม่ได้เห็นข้อสอบ เห็นแต่รหัส แล้วตัวเฉลยก็ทำขึ้นหลังจากการที่ส่งข้อสอบไปยังเขตพื้นที่ฯแล้ว 2 วัน ส่วนว่าจะรั่วทางไหน คงต้องไปตรวจสอบว่าจุดไหนที่จะเป็นไปได้
          ผู้สื่อข่าวถามว่า มีบัตรสนเท่ห์โจมตีผู้อำนวยการสำนักฯใน สพฐ.คนหนึ่ง ระบุว่าเมื่อต้นเดือนมีนาคม นำเงินสด 2 ล้านบาทไปชำระหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา ที่กู้ยืมเงินก่อนดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักฯ ถ้าดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้วลงมาตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้บริหารส่วนกลางทุกคน พร้อมให้ตรวจสอบหรือไม่ นายอนันต์กล่าวยืนยันว่า พร้อมให้ตรวจสอบทุกบัญชี และให้ตรวจย้อนหลัง 2-3 ปีด้วย เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตแน่นอน
          รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้มีบัตรสนเท่ห์ส่งถึงสื่อมวลชน ระบุว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคม มีผู้อำนวยการสำนักฯสพฐ. คนหนึ่ง หอบเงินสด 2 ล้านบาทมาใช้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา ที่กู้ยืมไปช่วงก่อนการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักฯ
          ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ในวันที่ 18 มีนาคม ดีเอสไอจะไอ กล่าวว่า ในวันที่ 18 มีนาคม ดีเอสไอจะสามารถส่งผลสรุปการสอบสวนถึงกระทรวงศึกษาธิการได้ตามที่รับปากไว้ โดยพบว่ามีการทุจริตด้วยกัน 3 รูปแบบ คือ 1.มีการเฉลยข้อสอบก่อนทำการสอบให้แก่ผู้สอบที่จ่ายเงิน 2.มีการใช้เครื่องมือสื่อสารเฉลยข้อสอบขณะนั่งสอบ 3.มีการสอบแทนกัน ดีเอสไอจะไม่เสนอให้มีการยกเลิกการสอบทั้งหมด แต่เสนอยกเลิกเฉพาะพื้นที่ที่ทุจริตชัดเจน หรืออาจเสนอให้เพิกถอนผู้กระทำความผิดที่ได้รับการบรรจุเป็นรายคน ส่วนใครที่ยังสอบสวนไปยังไม่พบความผิดก็จะดำเนินการต่อไป เมื่อพบความผิดก็สามารถเสนอให้มีการเพิกถอนผลการสอบรายบุคคลในอนาคต
          ที่ จ.นครราชสีมา นายอดิศร เนาวนนท์ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ฐานะประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 กล่าวว่า การทุจริตสอบครูที่เกิดขึ้นมิใช่เป็นครั้งแรก ดังนั้น รัฐบาลต้องเอาจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีพยานหลักฐานชัดเจน หากไม่สามารถเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องที่มีตำแหน่งใน สพฐ. และอยู่เบื้องหลังขบวนการทุจริตได้ สังคมจะหมดศรัทธากับอาชีพครู จึงขอฝากความหวังกับดีเอสไอเอาผิดกับขบวนการทำลายความเชื่อมั่นของอาชีพครู เป็นอันตรายต่อสังคมและประเทศชาติ

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

--------------------------------------------------------

จ่อเด้ง-ฟันวินัย 2 บิ๊กสพฐ. เสริมศักดิ์ปูด แว่วข้อมูลจากดีเอสไอรองเลขาปัดเอี่ยวทุจริตชงโละผล'ครูผช.' 5 เขต

 

          'ธาริต'เลื่อนสรุปผลสอบทุจริตครูผู้ช่วยเป็น 20 มี.ค. พร้อมแถลงร่วมกับ'รมช.ศธ.' ก่อนชง'กคพ.'รับเป็นคดีพิเศษ 27 มี.ค. หวังลุยเปิดโปงทั้งแก๊ง
          ความคืบหน้ากรณีนายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีปัญหาการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว12 ชุดที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. แต่งตั้ง เตรียมนำผลวิเคราะห์ข้อมูลผู้สอบคัดเลือกครูผู้ช่วยที่มี คะแนนสูงผิดปกติ 514 คน ซึ่งชัดเจนว่าส่อ ทุจริต เสนอนายเสริมศักดิ์ เพื่อนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในวันที่ 22 มีนาคม นี้นั้น
          เมื่อวันที่ 18 มีนาคม นายเสริมศักดิ์เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยังไม่ได้ส่งข้อมูลผลการสอบสวนทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วยมาให้ตามที่ตกลงกันไว้ เพราะต้องการเสนอให้อธิบดีดีเอสไอพิจารณาก่อน และคาดว่าวันที่ 19 มีนาคม ดีเอสไอจะส่งข้อมูลมาให้ อย่างไรก็ตาม ทราบเบื้องต้นว่าดีเอสไอได้วิเคราะห์ข้อมูลว่ามีผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 2 ราย น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ ซึ่งถ้าผลสอบของดีเอสไอชี้ชัดว่ามีใครเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และต้องให้ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ.ทั้ง 2 ราย ออกจากตำแหน่งเดิมด้วย ไม่ว่า จะอยู่ในตำแหน่งใด ถ้าเป็นผู้บริหารระดับสูงมากก็ให้ไปช่วยราชการชั่วคราวที่สำนักนายก รัฐมนตรีได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ผลการสอบสวนออกมาโปร่งใส
          นายเสริมศักดิ์กล่าวต่อว่า กรณีของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและมีคะแนนสูงผิดปกติ 514 รายนั้น จะเสนอให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.ตัดสินในวันที่ 22 มีนาคมนี้ โดยจะนำข้อมูลของดีเอสไอมาเสนอประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งตนและนาย พงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ยึดหลักกฎหมายด้วยความเที่ยงธรรม ไม่กลั่นแกล้งใคร ฉะนั้น คนที่ทำผิดจะต้องได้รับการพิจารณาด้วยความถูกต้องเที่ยงธรรม ส่วนคนที่ไม่ผิดและถือเป็นผู้บริสุทธิ์ คงไม่ยกเลิกผลการสอบของคนด้วยความถูกต้องเที่ยงธรรม ส่วนคนที่ไม่ผิดและถือเป็นผู้บริสุทธิ์ คงไม่ยกเลิกผลการสอบของคนกลุ่มนี้แน่นอน
          "ดีเอสไอได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ขอนแก่น เขต 3, สพป.ยโสธร เขต 1 และ สพป.อุดรธานี เขต 1 ได้ข้อสรุปว่ามีการทุจริตจริง แต่การจะยกเลิกผลสอบจะต้องดูรายละเอียด ซึ่งผมได้ขอให้ ก.ค.ศ.ช่วยดูว่ามีกฎหมายอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการสอบ เช่น กรณีเขตพื้นที่ฯมีอัตราบรรจุครู ผู้ช่วย 5 คน และมีทุจริตการสอบ 3 คน ถามว่าจะต้องยกเลิกผลสอบ 3 คน ส่วนอีก 2 คนที่เหลือที่ไม่ผิดจะทำอย่างไร หรือจะเลื่อนผู้ที่สอบได้ในลำดับถัดไปขึ้นมาแทนคนที่ถูกยกเลิกได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้ได้ให้ ก.ค.ศ.ช่วยดูอยู่ ทั้งนี้ การตรวจสอบทุจริตครั้งนี้เฉพาะกรณี 514 ราย ที่มีคะแนนสูงผิดปกติ ขั้นตอนต่อไปอาจจะต้องตรวจสอบกลุ่มที่ได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 90 ลงมาถึงร้อยละ 80 เพราะอาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มเหล่านี้อาจจะทุจริตด้วย" นายเสริมศักดิ์กล่าว
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 มีนาคม จะเสนอโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. 2 รายดังกล่าวหรือไม่ นายเสริมศักดิ์กล่าวว่า คงยังไม่เสนอ เพราะต้องรอดูข้อมูลดีเอสไอก่อน
          เมื่อถามว่า กรณีมีกระแสข่าวว่ามีผู้บริหารใน ศธ.บางคนวิ่งเต้นเพื่อให้หลุดจากข้อกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในขบวนการทุจริต โดยขอให้นักการเมืองในพรรครัฐบาลช่วย นอกจากนี้ มีกระแสข่าวมีนักการเมืองระดับชาติที่มีชื่ออยู่ใน ขบวนการทุจริตกำลังหาทางให้นายพงศ์เทพ และนายเสริมศักดิ์พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีใน ศธ. และจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ศธ.เอง เพื่อไม่ให้ผู้มีรายชื่ออยู่ในขบวนการทุจริตต้องถูกดำเนินการ นายเสริมศักดิ์กล่าวว่า ไม่เป็นไร ต้องยึดความ ถูกต้อง
          นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สัปดาห์นี้ดีเอสไอจะเสนอผลการตรวจสอบเรื่องนี้ให้ ศธ.พิจารณาดำเนินการต่อไป ส่วน สพฐ.จะรวบรวมข้อมูลและรายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุม ก.ค.ศ.ในวันที่ 22 มีนาคมนี้ด้วย
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้เตรียมการจัดสอบใหม่หรือไม่ นายชินภัทรกล่าวว่า ยังไม่มี คงต้องรอฟังก่อนว่า ก.ค.ศ.จะมีคำวินิจฉัยในเรื่องนี้อย่างไร และยังไม่ทราบด้วยว่าข้อสรุปของดีเอสไอจะให้ยกเลิกเป็นเขตพื้นที่ฯ หรือรายบุคคล
          นายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ที่นายเสริมศักดิ์ระบุว่ามีผู้ที่ผ่านการคัดเลือก และได้รับการบรรจุบางคนได้คะแนนในภาพรวมอันดับที่ 800 กว่า และได้คะแนนศูนย์ในบางชุดวิชา แต่กลับผ่านการคัดเลือกนั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะมี เพราะวิชาเอกที่มีผู้เข้าสอบมากสุดมี 2 วิชาเอก ซึ่งจำนวนมากสุดอยู่ที่ 400 กว่าคน ส่วนการประกาศคะแนนจำแนกเป็นสาขาวิชาเอก ฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่คนในลำดับ 800 กว่าจะได้รับการเรียกบรรจุ ถ้ามีจริงๆ ก็เป็นความผิดพลาดของเขตพื้นที่ฯ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ สพฐ.ได้ พยายามทำดีที่สุดแล้ว
          "สพฐ.ได้ทำเต็มที่แล้ว หากจะถูกย้ายก็แล้วแต่ จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อทำเต็มที่แล้ว ถือเป็นเรื่องปกติของราชการ แต่ผมยืนยันได้ว่าตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุริตแน่นอน ไม่เคยเห็นข้อสอบหรือตัวเฉลย ยืนยันว่าทุกขั้นตอนทำอย่างรอบคอบ รัดกุม ให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคนมากที่สุดแล้ว แต่หากผลสอบของดีเอสไอพบว่ามีคนจากส่วนกลางเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ถ้าดีเอสไอสาวไปถึงใครก็ไม่ควรละเว้น ใครทำผิดก็สมควรถูกลงโทษ" นายอนันต์ กล่าว
          ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ได้ประชุมเบื้องต้นกับพนักงานสอบสวนกรณีการทุจริตสอบบรรจุครู ผู้ช่วย พบว่ายังมีเอกสารบางส่วนที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อความรอบคอบ ดังนั้น ผลการสรุปคงยังไม่สามารถส่งไปยัง ศธ.ได้ภายในวันที่ 19 มีนาคม คาดว่าจะสรุปผลและแถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มีนาคม และในวันเดียวกันนั้นทางการในวันที่ 20 มีนาคม และในวันเดียวกันนั้นจะส่งสรุปอย่างเป็นทางการไปยัง ศธ.พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
          นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามทุจริต ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนกรณีการทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วย กล่าวว่า พนักงานสอบสวนจะสรุปผลเพื่อส่งให้ ศธ.ในวันที่ 20 มีนาคม และ ในวันเดียวกันนั้นได้เชิญนายเสริมศักดิ์มาร่วมแถลงผลการสอบสวนกรณีการทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วยกับดีเอสไอด้วย ซึ่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นชัดเจนว่าสามารถประกาศยกเลิกผลการสอบได้บางเขตพื้นที่ประมาณ 5 เขตพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะมีหลักฐานการทุจริตชัดเจน ส่วนการถอดถอนการบรรจุกลุ่มต้องสงสัย จำนวน 486 ราย ที่ได้คะแนนสูงผิดปกติ ทางดีเอสไอเสนอให้มีการตรวจสอบภายหลังจากเสนอเป็นคดีพิเศษให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ลงมติในวันที่ 27 มีนาคมนี้ ซึ่งทั้งหมดจะถูกเรียกมาสอบปากคำอย่างละเอียด หากรายใดปรากฏหลักฐานว่าทุจริต ดีเอสไอจะเสนอให้ สพฐ.ปลดออกจากราชการตามระเบียบ ทั้งนี้ หาก กคพ.อนุมัติเป็นคดีพิเศษ ทางดีเอสไอก็จะใช้อำนาจตามกฎหมายดีเอสไอ เต็มรูปแบบลงไปสอบสวนเชิงลึกการทุจริตทั้งขบวนการ
          รายงานข่าวแจ้งว่า ดีเอสไอจะสรุปเรื่องเสนอ กคพ.อนุมัติรับเป็นคดีพิเศษ โดยจะเชื่อมโยงให้เห็นว่ากรณีนี้มีกลุ่มเครือข่ายเชื่อมโยงกับกลุ่มคนหลายกลุ่ม และมีการปฏิบัติการเป็นขบวนการ ซึ่งจากการสอบปากคำพยานหลายปากพบว่ามีข้าราชการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น ดีเอสไอต้องรวบรวมหลักฐานและความเชื่อมโยงให้ กคพ.เห็นลักษณะการทุจริตเป็นภาพรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

 
  


Comments