สมศ.เห็นช้างขี้ เลาะเลียบคลองผดุงฯ ตุลย์ ณ ราชดำเนิน tulacom@gmail.com

โพสต์2 มิ.ย. 2557 00:09โดยPramern Boonsena

หลังจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพสถานศึกษา (สมศ.) เปิดร่างตัวบ่งชี้การประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ (พ.ศ.2559-2563) ภายใต้แนวคิด คุณภาพศิษย์ สะท้อนคุณภาพครู และให้สถานศึกษาทุกระดับประชาพิจารณ์ โดยรับฟังความคิดเห็นไปแล้วในทุกภูมิภาคเสร็จสิ้นไปแล้ว มีผลสรุปว่า
ในรอบสี่นี้ สมศ.จะให้ความสำคัญกับการประเมินที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ มากกว่าหลักฐานที่เป็นเอกสารข้อมูลย้อนหลังไป 3 ปี เพราะจะช่วยให้ครู อาจารย์ สถานศึกษา ลดความเครียด ความกังวลในการจัดเก็บข้อมูลหลักฐานที่เป็นเอกสาร ที่อาจมีการตกหล่นได้
นั่นเป็นสิ่งที่น่าจะถูกต้องและตรงกับข้อเท็จจริงและสอดคล้องกับเสียงเรียกร้องจากทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานภาคสนาม ย่อมเห็นเป็นรูปธรรมมากกว่า มโนภาพจากเอกสารปั้นแต่งเป็นไหนๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานอันเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ดังกล่าว เท่ากับเป็นการสะท้อนภาพความจริงสามารถช่วยลดภาระด้านการเขียนรายงาน และลดปัญหาการไปประเมินของ สมศ.ที่ว่าไปแย่งเวลาครู อาจารย์ ไปจากห้องเรียนได้
อย่างไรก็ตาม 20 ตัวบ่งชี้ในรอบสี่นี้ยังครอบคลุม 7 ด้าน แบ่งคะแนนเป็น 5 ระดับ ที่มีความเชื่อมโยงกันทั้งสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ตามเดิม ซึ่งไม่ขอเอ่ยรายละเอียดในที่นี้ 
ทั้งหลายทั้งปวงพุ่งไปที่เพื่อเตรียมคนให้พร้อมรับการเปลี่ยน แปลงของสังคมและการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 เชื่อมโยงไปสู่นิยามและเป้าหมายคุณลักษณะของศิษย์ในอนาคต ประกอบด้วยคุณภาพ คุณธรรม คุณลักษณ์ คือ ต้องเป็นคนเก่ง ดี งาม
ก็มาสะกิดใจตรงที่ว่า ทำไมการประเมินภายนอกรอบที่ 4 ของ สมศ.จะต้องให้ครูและบุคลากรทุกคนเข้ารับการอบรม สัมมนา และเพิ่มพูนความรู้ทำกิจกรรมนอกหลักสูตรต่างๆ ถึง 100 ช.ม.อย่างประเทศสิงคโปร์
กำหนดช่วงเริ่มต้นที่ 50 ช.ม.ต่อคนต่อปี เฉลี่ยภาคเรียนละ 25 ช.ม.หากใช้เวลาครั้งละ 6 ชั่วโมงต่อเดือน เท่ากับทิ้งเด็กทิ้งห้องเรียนไปเดือนละ 1 วัน นี่ยังไม่รวมการอบรมภาคบังคับและตามความสนใจอื่นๆ
ปีหนึ่งมี 365 วัน 8,760 ชั่วโมง มนุษย์เราควรจะได้มีการบริหารจัดแบ่งเวลาเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง และจำเป็นหรือไม่ต้องใช้วิธีการเดียวในหลายช่องทางที่ปัจจุบันสามารถเลือกได้ ไม่จำเป็นต้องแบบสิงคโปร์
ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Comments