ผอ.รร.ผวากลัวครูผู้ช่วยโดนไล่ออกฟ้องกลับ

โพสต์20 ก.พ. 2557 20:36โดยPramern Boonsena

ผอ.สถานศึกษาหวั่นถูกฟ้องกลับเมื่อสั่งไล่ออกครูผู้ช่วยทุจริตสอบ เร่ง ก.ค.ศ.พิจารณาการร้องทุกข์ให้เสร็จโดยเร็วเพื่อชี้แจงให้ศาลทราบ 

นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีทุจริตการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว.12/2555 มีผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล นิติกร ใน 119 เขตพื้นที่การศึกษา ประมาณ 600 คนเข้าร่วมประชุม ว่า หากดูภาพรวมของการดำเนินการกับผู้ที่เข้าข่ายทุจริตการสอบคัดเลือก 344 ตามรายชื่อของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ 1.กรณีกลุ่มที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว 271 ราย มีการสั่งให้ออกจากราชการแล้ว 195 ราย และได้ร้องทุกข์แล้ว 187 ราย ไม่ได้ร้องทุกข์ 8 ราย ส่วนจำนวนที่เหลือ 60 รายอยู่ระหว่างการดำเนินการของเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้อำนวยการสถานศึกษา ในฐานะผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และได้ลาออกจากราชการไปแล้ว 4 ราย ไม่พบการทุจริตจากการสอบสวน 4 ราย และเขตพื้นที่การศึกษาไม่ได้ดำเนินการตามมติ ก.ค.ศ. 7 ราย 2.กรณีที่ยังไม่ได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการจำนวน 57 ราย และ 3.กรณีที่เขตพื้นที่การศึกษายังไม่ได้รายงาน 6 เขตพื้นที่การศึกษาจำนวน 16 ราย 

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อว่า ได้ชี้แจงให้ที่ประชุมได้ทราบถึงแนวทางการดำเนินการในปัญหาการทุจริตครูผู้ช่วย เช่น กรณีที่เขตพื้นที่การศึกษายังไม่ได้ดำเนินการกับผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว ก็ให้ไปดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้ได้มีโอกาสชี้แจงพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อต่อสู้อย่างเต็มที่ ซึ่งทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะต้องไปดูผลการสอบสวนของดีเอสไอ ผลการสอบสวนชุดที่นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ตลอดจนการดูพยานแวดล้อม โดย ผอ.โรงเรียนในฐานะผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 ต้องไปวินิจฉัยว่ามีการทุจริตการคัดเลือกหรือไม่ จากนั้นให้ส่งผลมายังสำนักงาน ก.ค.ศ. เพื่อตรวจสอบว่าผลสอบสวนที่แจ้งมาถูกต้องหรือไม่ หากพบว่าถูกต้องก็จะยุติเรื่องถ้าผลสอบไม่ผิด ครูผู้ช่วยก็ไม่ต้องออกจากราชการ แต่หาก ก.ค.ศ.ดูแล้วว่าผลสอบที่มาไม่ถูกต้องก็จะต้องให้มีการชี้แจงกลับมาอีก 

"ผู้เข้าร่วมประชุมมีประเด็นไม่สบายใจว่า เมื่อสั่งให้อดีตครูผู้ช่วยออกจากราชการไปแล้วและมีการร้องทุกข์เข้ามา พร้อมกับการไปฟ้องศาลปกครองจนมีคำสั่งไปให้การในศาล ซึ่งผู้อำนวยการสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงอยากจะให้เร่งพิจารณาการร้องทุกข์ให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อที่จะได้นำผลส่วนนี้ไปชี้แจงกับศาลได้ เช่น หากผลการร้องทุกข์ออกมาว่าการร้องทุกข์ฟังขึ้น มีผลให้กลับเข้ารับราชการได้ ก็สามารถนำหนังสือแจ้งผลไปยังศาลปกครองเพื่อจำหน่ายคดีได้ เพราะเหตุแห่งการร้องทุกข์หมดไปแล้ว เป็นต้น" นางศิริพรกล่าว

 

ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557


ก.ค.ศ.แจงวิธีจบปัญหาทุจริตสอบครูผู้ช่วย 

ก.ค.ศ.จัดประชุมชี้แจงวิธีดำเนินการกรณีปัญหาทุจริตสอบครูผู้ช่วย ย้ำต้องปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้อย่างเต็มที่ 

วันนี้(19ก.พ.) ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์กรุงเทพฯ ได้มีการประชุมชี้แจงการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีทุจริตการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว12/2555 มีผู้อำนวยการสถานศึกษาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล และนิติกรจาก119 เขตพื้นที่การศึกษา ประมาณ 600 คนเข้าร่วมประชุมซึ่งนางศิริพร กิจเกื้อกูลเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าหากดูภาพรวมการดำเนินการกับผู้ที่เข้าข่ายทุจริตการสอบคัดเลือก 344 ตามรายชื่อของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จะแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ 1.กรณีกลุ่มที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว 271ราย มีการสั่งให้ออกจากราชการแล้ว 195 รายซึ่งมีการร้องทุกข์ 187 ราย ไม่ได้ร้องทุกข์ 8 ราย ส่วนจำนวนที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการของเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้อำนวยการสถานศึกษาในฐานะผู้มีอำนาจตามมาตรา53 ของพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ลาออกจากราชการไปแล้ว 4ราย ไม่พบการทุจริตจากการสอบสวน 4 รายและเขตพื้นที่การศึกษาไม่ได้ดำเนินการตามมติก.ค.ศ.อีก7 ราย 2.กรณีที่ยังไม่ได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการจำนวน 57 ราย และ3.กรณีที่เขตพื้นที่การศึกษายังไม่ได้รายงาน 6เขตพื้นที่การศึกษาจำนวน 16 ราย 



เลขาธิการก.ค.ศ. กล่าวต่อไปว่า ตนได้ชี้แจงให้ที่ประชุมได้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินการเช่น กรณีที่เขตพื้นที่การศึกษายังไม่ได้ดำเนินการกับผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้วก็ให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ.2539 โดยต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้ได้มีโอกาสชี้แจงพยานหลักฐานต่างๆเพื่อต่อสู้อย่างเต็มที่ซึ่งทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะต้องไปดูผลการสอบสวนของดีเอสไอผลการสอบสวนชุดที่มีนายพิษณุ ตุลสุขผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เป็นประธาน ตลอดจนการดูพยานแวดล้อมโดยผู้อำนวยการโรงเรียนในฐานะผู้มีอำนาจตามมาตรา53 ต้องวินิจฉัยว่ามีการทุจริตการคัดเลือกหรือไม่จากนั้นให้ส่งผลมายังสำนักงานก.ค.ศ.เพื่อจะได้ตรวจสอบว่าผลสอบสวนที่แจ้งมาถูกต้องหรือไม่หากก.ค.ศ.ดูแล้วว่าผลสอบสวนไม่ถูกต้องก็จะต้องให้มีการชี้แจงกลับมาอีก แต่หากพบว่าถูกต้องก็จะยุติเรื่องซึ่งในส่วนของครูผู้ช่วยถ้าไม่พบความผิดก็ไม่ต้องออกจากราชการ 



" อย่างไรก็ตามผู้เข้าร่วมประชุมมีประเด็นไม่สบายใจว่าเมื่อสั่งให้อดีตครูผู้ช่วยออกจากราชการไปแล้วและมีการร้องทุกข์เข้ามาพร้อมกับการไปฟ้องศาลปกครองจนมีคำสั่งไปให้การในศาลซึ่งผู้อำนวยการสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องก็ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงอยากจะให้เร่งพิจารณาการร้องทุกข์ให้เสร็จโดยเร็วซึ่งก.ค.ศ.จะเร่งดำเนินการในส่วนนี้โดยเร็วเพื่อที่จะได้นำผลส่วนนี้ไปชี้แจงกับศาลได้เช่น หากผลการร้องทุกข์ออกมาว่าการร้องทุกข์ฟังขึ้น ซึ่งมีผลให้กลับเข้ารับราชการได้ก็สามารถนำหนังสือแจ้งผลไปยังศาลปกครองเพื่อจำหน่ายคดีได้เพราะเหตุแห่งการร้องทุกข์หมดไปแล้วเป็นต้น " นางศิริพร กล่าว 

 

 

ที่มา เดลินิวส์ วันพุธ 19 กุมภาพันธ์ 2557

Comments