ผลการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก 14/2556 เมื่อ 23 ธันวาคม 2556

โพสต์24 ธ.ค. 2556 18:58โดยPramern Boonsena

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 14/2556 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2556 ณ ห้องประชุมจันทรเกษม โดยมีประเด็นสำคัญสรุปดังนี้

รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้

จากการที่ ศธ.ได้ประกาศมาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ ตามนโยบาย อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ต้องไม่มี ต่อสาธารณชน เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2556 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว โดยมีผลการตรวจสอบและคัดกรองนักเรียน (Scan) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ทั่วประเทศ พร้อมทั้งจำแนกผลการประเมินเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

- กลุ่มที่ 1 อ่านไม่ได้ ได้แก่ นักเรียน ป.3 จำนวน 33,084 คน คิดเป็นร้อยละ 6.43 และ ป.6 จำนวน 12,845 คน คิดเป็นร้อยละ 2.51

- กลุ่มที่ 2 อ่านได้และเข้าใจเรื่องบ้าง ได้แก่ นักเรียน ป.3 จำนวน 184,598 คน คิดเป็นร้อยละ 35.89 และ ป.6 จำนวน 180,822 คน คิดเป็นร้อยละ 35.40

- กลุ่มที่ 3 อ่านได้และเข้าใจเรื่องดี ได้แก่ นักเรียน ป.3 จำนวน 271,203 คน คิดเป็นร้อยละ 52.73 และ ป.6 จำนวน 291,865 คน คิดเป็นร้อยละ 57.14

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

สพฐ.ได้วางแผนการพัฒนาผู้เรียนเป็น 3 กลุ่ม ตามผลประเมิน ดังนี้

1. การดำเนินงานพัฒนานักเรียนกลุ่มที่ 1 อ่านไม่ได้

- ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็นการแก้ปัญหาการเรียนการสอนภาษาไทย ระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม 2556 ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค ซึ่งที่ประชุมได้เสนอแนะวิธีการแก้ไข คือ  1) ผู้บริหารและครูผู้สอนควรตระหนักถึงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย ความร่วมมือจากบุคลากรในโรงเรียน การนิเทศติดตาม ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และการได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง 2) วิธีการสอนให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ เช่น  - การใช้เพลงหรือบทร้องเล่น ได้แก่ สระพาเพลิน  - นิทาน ได้แก่ นิทานสระ มีแบบฝึกหัดเสริม - แบบฝึกทักษะ ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะการแต่งประโยคจากภาพและคำ แบบฝึกเสริมการคิด เขียนเป็นประโยค และแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ

- การสาธิตรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อแก้ไขปัญหาการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้  ในงาน สุดยอดการเรียนภาษาและคิดวิเคราะห์ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม 2556 ที่โรงแรมเซ็นทราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ มีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ ห้องบริบาล ห้องเรียนทวิภาษาเต็มรูปแบบ ห้องเรียนอ่าน คิดวิเคราะห์ และการสื่อสารแบบ BBL ห้องเรียนอ่าน คิดวิเคราะห์ แบบมอนเตสซอรี การฝึกทดสอบการอ่าน คิดวิเคราะห์ และการสื่อสารแบบ PISA และการถามตอบปัญหาภาษาไทย และการเสวนาภูมิใจภาษาไทยภาษาชาติ โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่ใช้ภาษาไทยในอาชีพ

- จัดทำหนังสือ แนวการสอนซ่อมเสริมการอ่านและการเขียนจำนวน 7 รายการ ให้กับโรงเรียนทุกโรงเรียน เพื่อสอนและซ่อมเสริมนักเรียน (ซ่อมเสริมการอ่าน...) ภายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556

- จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนเร็วใหม่ เล่ม 1 (ตอนต้น/ตอนกลาง/ตอนปลาย) จำนวน 600,000 เล่ม เพื่อใช้สอนการอ่านภาษาไทยที่ถูกหลัก โดยจะแจกให้แก่นักเรียนที่มีปัญหาการอ่านและการเขียน และนักเรียน ป.1 ทุกคน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556

- จัดทำคลังความรู้ อ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://academic.obec.go.th/web/node/318 ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลหนังสือ แบบฝึกทักษะ การจัดกิจกรรมการสอนภาษาไทยที่ได้ผล และเว็บไซต์ด้านภาษาไทย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับครูผู้สอนและผู้ที่สนใจ

- การติดตามความก้าวหน้ากลุ่มที่ 1  สพฐ.ได้ติดตามการดำเนินงานตามมาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 7 เขต และโรงเรียน 14 โรงเรียน โดยมีผลสรุปดังนี้

1) เขตพื้นที่การศึกษา พบว่า ทุกเขตพื้นที่การศึกษาให้ความสำคัญกับมาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ โดยได้ดำเนินการชี้แจงแนวนโยบายและมาตรการให้แก่ผู้บริหารโรงเรียนรับทราบ จัดทำแผนพัฒนาตามมาตรการเร่งรัดส่งให้กับโรงเรียน จัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) หรือปฏิญญาร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน จัดทำแผนงาน/โครงการเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนโรงเรียน ได้แก่ ประชุมครูผู้สอนเกี่ยวกับเทคนิคการสอนอ่านและเขียน จัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายให้กับครูผู้สอนซ่อมเสริมนอกเวลาราชการ จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวเทคนิคการสอนการอ่าน และจัดสรรสื่อเกี่ยวกับการอ่านการเขียนให้กับทุกโรงเรียน ซึ่งขณะนี้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาได้ดำเนินการตามแผนงาน/โครงการแล้ว นอกจากนี้ยังมีการนิเทศติดตาม ซึ่งทุกเขตพื้นที่การศึกษามีการจัดทำปฏิทินการนิเทศติดตามที่ชัดเจน และมีบางเขตพื้นที่การศึกษาจัดตั้งเป็นคณะนิเทศติดตามด้วย

2) โรงเรียน พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนได้จัดประชุมชี้แจงมาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องให้ครูผู้สอนทราบ สนับสนุนให้ครูผู้สอนพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการสอนภาษาไทย จัดทำแผนพัฒนาการอ่านการเขียนของนักเรียน สนับสนุนงบประมาณการสอนเสริมของครู ซื้อ/ผลิตสื่อ นิเทศและติดตามการทำงาน 

3) ครูผู้สอน พบว่า ได้มีการจัดทำข้อมูลการอ่านการเขียนของนักเรียนเป็นรายบุคคล จัดทำแผนการสอนเพิ่มเติม จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหา สำหรับปัญหาและอุปสรรค ได้แก่ ครูไม่เพียงพอ ครูภาษาไทยไม่ได้จบวิชาเอกภาษาไทย การอบรมทำให้ครูทิ้งการสอน บางโรงเรียนนักเรียนใช้ภาษาถิ่นในการสื่อสาร

2. การดำเนินงานพัฒนานักเรียนกลุ่มที่ 2 อ่านได้และเข้าใจเรื่องบ้าง

ได้ดำเนินการพัฒนาวิทยากรแกนนำการอ่านให้กับเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต จัดแข่งขันทักษะภาษาไทย และจัดทำคลังความรู้ อ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://academic.obec.go.th/web/node/318 ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลหนังสือ แบบฝึกทักษะ การจัดกิจกรรมการสอนภาษาไทยที่ได้ผล และเว็บไซต์ด้านภาษาไทย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับครูผู้สอนและผู้ที่สนใจ

3. การดำเนินงานพัฒนานักเรียนกลุ่มที่ 3 อ่านได้และเข้าใจเรื่องดี

ได้ดำเนินการพัฒนาวิทยากรแกนนำการอ่านให้กับเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต และจัดทำแผนยุทธศาสตร์และกำหนดมาตรการพัฒนาผู้เรียนตามโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) และดำเนินการตามแผน

การบริหารจัดการภาพรวม

สพฐ.ได้จัดทำข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ระหว่าง สพฐ. กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จัดสรรงบประมาณสนับสนุนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และมัธยมศึกษา แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานพัฒนาแผนยุทธศาสตร์โครงการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ รวมทั้งจัดทำ (ร่าง) คู่มือการดำเนินงาน

นอกจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 183 เขต และมัธยมศึกษา 5 เขต ได้รายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการ ได้แก่ การกำหนดมาตรการเร่งรัดการอ่าน การจัดทำแผนงานแก้ไขปัญหาการอ่าน การประชุมชี้แจง การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง/ชุมชน พัฒนาครูผู้สอน ประกวดสื่อ นวัตกรรม และการถอดประสบการณ์การเรียนการสอน การจัดทำเครื่องมือวัดและประเมินผลโรงเรียน จัดทำแผนนิเทศและติดตาม การจัดทำข้อมูลการอ่านการเขียนของนักเรียนเป็นรายบุคคลทั้งรูปแบบเอกสารและออนไลน์ และการเสริมสร้างขวัญและกำลังให้กับบุคลากรทั้งในเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียน

ทั้งนี้ มีปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับงบประมาณในการอบรม/พัฒนาครู ระยะเวลาในการพัฒนาไม่เพียงพอ นโยบายเร่งด่วนทำให้กระทบกับการบริหารจัดการตามแผนงานของเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหาร/ครูบางส่วนไม่ให้ความสำคัญ ครูภาษาไทยไม่เพียงพอ ครูมีภาระการสอนมากเกินไป ปัญหาเชื้อชาติ สังคม และเศรษฐกิจ ปัญหาความบกพร่องของนักเรียน และเวลาเรียนภาษาไทยน้อยเกินไป

การดำเนินงานช่วงต่อไป

- จัดทำคู่มือ/แนวดำเนินงานตามมาตรการ
- สรุปผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการอ่านการเขียนตามมาตรการ
- จัดทำ/เพิ่มเติมข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ทั้ง 3 กลุ่ม ผ่าน
http://academic.obec.go.th/web/node/318
- ตรวจสอบและคัดกรองการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ของนักเรียน ป.3 และ ป.6 รอบ 2 โดยประสานกับสำนักทดสอบทางการศึกษาเกี่ยวกับการสร้างข้อสอบ วางแผน และกำหนดเวลาสอบที่เหมาะสม (ก่อนสอบปลายภาค)
- สร้าง/พัฒนาความเข้มแข็งให้กับศึกษานิเทศก์และครูผู้สอนให้เป็นผู้ชี้แนะการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ครบทุกเขตพื้นที่การศึกษา
- จัดทำโครงการส่งเสริมพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความหมาย โดยใช้รูปแบบพหุระดับ (ระดับโรงเรียน ห้องเรียน และนักเรียน)
 


 

  • การผลิตคนสนองความต้องการเร่งด่วนและการพัฒนาประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าในการการผลิตคนสนองความต้องการเร่งด่วนและการพัฒนาประเทศ ซึ่งดำเนินการตาม ชุมแพโมเดล ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ขอนแก่น เขต 5 และวิทยาลัยการอาชีพชุมแพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนต่อระดับชั้น ม.4 สายอาชีวะกับสายสามัญเป็น 51 : 49 ตามนโยบายของ ศธ. ภายใต้หลักการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วม (Network Building and Participatory) เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการให้มีสมรรถนะสูงขึ้น เกิดการมีส่วนร่วมในการกระบวนการบริหารจัดการ โดยมีแนวคิดหลัก 5 ด้าน ดังนี้

1) การปรับกระบวนทัศน์  สพป.ต้องปรับวิธีคิดและวิถีปฏิบัติ ปรับบทบาทจากผู้อำนวยความสะดวกเป็นผู้บริหารจัดการ โดยเน้นผลลัพธ์ (Outcome) มากว่าเน้นผลผลิต (Output)

2) การแนะแนวเชิงรุก ให้นักเรียนได้รับการแนะแนวจากสถานศึกษาที่เปิดสอนระดับอาชีวศึกษาโดยตรง

3) การแนะแนวผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจต่อของนักเรียน คือ ผู้ปกครอง ครู และครูประจำชั้น

4) มองงานเห็นรายได้ ให้นักเรียนเห็นสภาพจริง มองเห็นอนาคต ทั้งอาชีพ ตำแหน่งงาน รายได้ และความมั่นคงในชีวิต

5) ดูแลเมล็ดพันธุ์อาชีวะ สถานศึกษาที่เปิดสอนอาชีวศึกษาที่นักเรียนตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ ต้องมีปฏิสัมพันธ์ สื่อสารให้ข้อมูลกับเด็กและผู้ปกครอง ครูที่ปรึกษาของนักเรียนเป็นระยะๆ จนกระทั่งนักเรียนรายงานตัวและลงทะเบียนเรียน

นอกจากนี้ สอศ.แจ้งในที่ประชุมว่า ได้ขอให้ สทศ.ได้พิจารณาการประเมินการสอบ V-Net ที่ต้องการให้ข้อทดสอบเน้นการปฏิบัติมากขึ้น รวมทั้งหากเรียนระบบทวิภาคีครึ่งหนึ่งของเวลาเรียนตามหลักสูตร อาจจะไม่ต้องขอสอบ V-Net เพื่อให้ปลดล็อกการเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายอาชีวะด้วย


 

  • การจัดทำข้อมูลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ

ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง (ศทก.สป.) ได้รายงานความก้าวหน้าในการจัดทำข้อมูลข้าราชการครูฯ ว่าได้จัดการประชุมผู้เกี่ยวข้องขององค์กรหลัก/หน่วยงาน ศธ. เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ซึ่งพบว่าสถานภาพปัจจุบันการจัดเก็บข้อมูลครูและบุคลากรของหน่วยงานใน ศธ. ได้แยกกันจัดเก็บข้อมูล ดังนี้

- สพฐ. จัดเก็บข้อมูลเป็นแบบ Online แต่ไม่ Real Time จัดเก็บปีละ 1 ครั้ง ใช้ระบบ EMIS ในการจัดเก็บข้อมูลครูที่อยู่ในสถานศึกษาเท่านั้น และได้จัดส่งข้อมูลรายบุคคลครูให้ ศทก.สป. แล้ว

- สอศ. จัดทำข้อมูลรายบุคคลครู เมื่อปี 2555 แล้วหยุดดำเนินการ แต่ขณะนี้กำลังดำเนินการจัดเก็บข้อมูล เป็นแบบ Real Time หากมีการย้าย โอน สถานศึกษาจะเป็นผู้กรอกข้อมูลผ่านระบบงานคลังข้อมูลบุคลากร

- สกอ. จัดเก็บข้อมูลรายบุคคลครูเสร็จเรียบร้อยแล้ว จัดเก็บข้อมูลปีละ 1 ครั้ง โดยใช้ระบบการนำส่งข้อมูลรายบุคคล Online กำลังจัดส่งให้ ศทก.สป.

- สช. จัดเก็บข้อมูลเฉพาะสถานศึกษาที่รับเงินอุดหนุนเท่านั้น ส่วนสถานศึกษาที่ไม่รับเงินอุดหนุน จะไม่ส่งข้อมูลรายบุคคลครู แต่จะส่งข้อมูลสถิติ ซึ่งจัดเก็บผ่านระบบ PSIS โดยข้อมูลมีไม่ครบทุกรายการที่กระทรวงกำหนด ขณะนี้ข้อมูลรายบุคคลครูเสร็จเรียบร้อยแล้วจัดส่งให้ ศทก.

- กศน. จัดเก็บข้อมูลใช้ระบบ e-Citizen ของ ศทก. โดยจัดเก็บข้อมูลปีละ 1 ครั้ง ขณะนี้ข้อมูลรายบุคคลครูเสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังจัดส่งให้ ศทก.

- คุรุสภา ใช้ระบบ TEPIS ในการจัดเก็บข้อมูลรายบุคคลครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกสังกัด ยกเว้นข้อมูลระดับอุดมศึกษา โดยปรับปรุงข้อมูลทุก 5 ปี (ปี พ.ศ.2556 เป็นปีล่าสุด)

- ก.ค.ศ. ใช้ระบบ CMSS ในการจัดเก็บข้อมูลรายบุคคลของครูและบุคลากรของทุกสังกัด ซึ่งมีรายละเอียดของข้อมูลตาม ก.ค.ศ. 16 (หรือ กพ.7 เดิม)  และมีระบบงานบริหารงานบุคคลเพิ่มเติม ซึ่งเป็นระบบสนับสนุนการทำงานของระบบหลัก โดยมีระบบเลื่อนขั้นเงินเดือน ระบบย้าย ระบบรายงาน ซึ้งสถานศึกษาจะเป็นผู้กรอกข้อมูลเอง เมื่อมีกิจกรรมใดเกิดขึ้น เพื่อช่วยในการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน (Real Time)

- ศทก.ปส. เป็นหน่วยงานกลางของ ศธ. ที่จัดเก็บข้อมูลข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยจัดเก็บในรูปแบบของสถิติ และรายบุคคลได้รับข้อมูลจากหน่วยงานทั้งในและนอก ศธ. ซึ่งจัดเก็บปีละ 1 ครั้ง

จากการจัดเก็บข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2556 มีข้อมูลรายบุคคลครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ศธ. ปีการศึกษา 2555 รวม 916,710 คน ดังนี้

- สพฐ. 527,729 คน

- สอศ. 41,717 คน

- สกอ. 227,326 คน

- สช. 98,548 คน

- กศน. 18,304 คน

- สป.(ก.ค.ศ., สป.เดิม) 1,344 คน

- อื่นๆ (สกศ., คุรุสภา, ฯลฯ) 1,742 คน

นอกจากนี้ มีข้อเสนอในการจัดทำข้อมูล คือ ควรให้ ศทก.สป.เป็นหน่วยงานกลางของกระทรวงในการรวบรวม ประมวลผลข้อมูล และให้ทุกหน่วยงานจัดเก็บรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนสมบูรณ์และเป็นปัจจุบัน พร้อมทั้งมีการแต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของการใช้ข้อมูลและประมวลผลข้อมูล


ภาพ สถาพร ถาวรสุข


 

  • กำหนดการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2557

ที่ประชุมได้รับทราบคำขวัญที่นายกรัฐมนตรีมอบให้ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ปี 2557 คือ "กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทย ให้มั่นคง" รวมทั้งกำหนดการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2557 โดยมี 3 กิจกรรมหลัก คือ

- กิจกรรมที่ 1 การแถลงข่าวการจัดงาน ในวันที่ 6 มกราคม 2557 เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

- การนำเด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ เข้าพบนายกรัฐมนตรีและรับโล่รางวัล ในวันที่ 8 มกราคม 2557 เวลา 8.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี

- พิธีเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ วันที่ 11 มกราคม 2557 ตั้งแต่เวลา 8.30 น.เป็นต้นไป ณ สนามเสือป่า

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบแผนความคืบหน้าในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดงาน วันครู ประจำปี 2557 ของ ศธ. ที่จะมีการเผยแพร่ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โทรทัศน์ สื่อกิจกรรม และสื่ออื่นๆ ที่จะมีการถ่ายทอดสดงานวันครู 16 มกราคม 2557 จากหอประชุมคุรุสภา ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

ที่มา ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ

Comments