เกาะติดการปฏิรูปการศึกษา 3

โพสต์2 ส.ค. 2556 01:49โดยPramern Boonsena

เกาะติดการปฏิรูปการศึกษา 3 โดย เพชร เหมือนพันธุ์

เย็นวันที่ 30 มิถุนายน 2556 รัฐบาล นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรับ ครม. เป็น ครม. ปู 5 ที่กระทรวงศึกษาฯ เปลี่ยนผู้นำ จากท่าน พงศ์เทพ เทพกาญจนา กลับมาเป็น ?ครูอ๋อย? นายจาตุรนต์ ฉายแสง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 มีกลุ่มนักการศึกษาจาก 16 สถาบัน ซึ่งท่านเหล่านั้นเป็นคณบดีคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย มาเสนอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯคนใหม่ ชะลอการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานออกไปก่อนอย่างน้อย 2-3 ปี เพราะเห็นว่าเป็นการทำงานของกลุ่มคนปรับหลักสูตรเล็กๆ เพียง 5-6 คน และใช้เวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น ถือว่าเร่งรีบเกินไป โดยคณาจารย์เหล่านั้นให้ความเห็นว่า การปรับหลักสูตรควรมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อรองรับ กระบวนการนำหลักสูตรไปใช้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ โดยวิเคราะห์ความเสี่ยงในเชิงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้

เปลี่ยนม้ากลางศึก เปลี่ยนกัปตันเรือกลางมหาสมุทร การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ท่านอดีต รมว.กระทรวงศึกษาธิการ พงศ์เทพ เทพกาญจนา กำลังขับเคลื่อนออกมาแล้วจะหยุดชะงักไหม ท่าน ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ และคณะ ยังมีงานทำต่อหรือไม่ แล้วหลักสูตรใหม่ที่ครูไทยทั่วประเทศกำลังต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ยังต้องติดหล่มอยู่ที่เก่าไปอีก 2-3 ปี เหมือนที่นักการศึกษา 16 สถาบันแนะนำหรืออย่างไร มีข่าวดีคือ ครูอ๋อย ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง รับไม้ต่อจากท่านพงศ์เทพ เทพกาญจนา ให้คณะทำงานท่าน ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ทำงานต่อ ยังพอมีความหวังครับ

จะให้รออีก 2-3 ปี ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วลูกหลานไทยจะรอไหวไหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯจะเปลี่ยนอีกกี่คน ครม. ปู 5 จะเหลือเวลาพอที่จะปฏิรูปหลักสูตรหรือ กลุ่ม ASEAN 10 ประเทศ คงหลอมรวมเป็นแผ่นดินเดียวกันไปแล้ว วิธีการเรียนการสอนเขาเปลี่ยนแปลงไปไกลแล้ว เรายังจะมามัวกลัวความล้มเหลวในการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ทำไม



คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ ได้เขียนบทความใน น.ส.พ.มติชน ว่า ประเทศสิงคโปร์ ประเทศญี่ปุ่น เขาประเมินผลการใช้หลักสูตรทุก 6 ปี ทุก 10 ปี แต่ประเทศไทยไม่เคยมีการประเมินผลการใช้หลักสูตรเลย ผลประจักษ์ ความล้มเหลวจากการใช้หลักสูตรมันประจานการทำหลักสูตร คือเด็กไทยขาดทักษะพื้นฐานทางการศึกษา 4 ด้าน ซึ่งจะเป็นสมรรถนะของคนในยุคที่เรากำลังจะก้าวเข้าสู่อาเซียน คือขาดทักษะทางคณิตศาสตร์ Mathematics Literacy ขาดทักษะทางวิทยาศาสตร์ Science Literacy ขาดทักษะทางการอ่าน Leading Literacy และขาดทักษะทางการแก้ปัญหา Problem Solving ถามว่าเราจะต้องรอไปอีก 2-3 ปีทำไม ผลการประเมินระดับโลกที่ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพการศึกษาเราตกต่ำยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขหลักสูตรหรือ

ปัญหาการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยที่ผ่านมา พบว่าเรือการศึกษาเรากำลังรั่ว ยิ่งรอต่อไปน้ำยิ่งไหลเข้าท้องเรือ เมื่อภัยกำลังจะมาถึงตัว ปล่อยไว้ต่อไปก็มีแต่จะจมลงใต้น้ำ ลูกเรือย่อมรู้สึกวิตกกังวล แล้วกัปตันเรือจะยังรออะไรอยู่อีกหรือ ทุกวันนี้ครูไทยเรายังก้มหน้าก้มตาใช้พิมพ์เขียวหลักสูตรที่ปฏิรูปมาสองครั้ง คือ ปี 2544 และปี 2551 อย่างขะมักเขม้น เขตพื้นที่การศึกษาก็อบรมครูแล้วอบรมครูอีก เงินที่รัฐส่งไปปฏิรูปการศึกษา ก็มีแต่เอาไปอบรมครู เอาไปประชุมครู บางโรงเรียนต้องสั่งปิดเรียนเพื่อให้ครูได้ไปประชุม ได้ไปอบรม เราใช้เงินประชุมอบรมครูเยอะมาก ทรัพยากรในการพัฒนาครูไม่ได้ขาดแคลน เพียงแต่ใช้เงินไม่เกิดประโยชน์ กระทรวงศึกษาฯสอนครูมากกว่าสอนเด็ก เด็กในระดับประถมศึกษาและเด็กมัธยมศึกษาทั้งตอนต้นและตอนปลายยังเรียน 8 สาระเท่ากัน ซึ่งมีประเทศเดียวในโลกที่เด็กชั้นประถมเรียนทุกสาระวิชาเหมือนเด็กมัธยมศึกษา ความรู้ถูกบรรจุใส่ไว้ในหัวเด็กทุกคน แต่เด็กแต่ละคนแต่ละระดับรับได้ไม่เท่ากัน จึงเกิดการสูญเปล่าเสมือนเทน้ำใส่ในแก้วคว่ำ น้ำไม่เข้าไปอยู่ในแก้วได้ เด็กจึงรับสิ่งที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดไม่ได้

เพื่อนครูทั่วประเทศอยากได้พิมพ์เขียวหลักสูตรการศึกษาใหม่ที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงในยุค Social media ยุคที่เด็กทุกคนใช้ Tablet เด็กทุกคนใช้ Internet เด็กทุกคนใช้ Facebook เป็นโลกยุคไร้พรมแดน ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องค้นหา แต่เป็นสิ่งที่จะต้องสร้างขึ้นมาด้วยตนเอง Knowledge is not so much discovered, but produced ไม่อยากได้ยินว่า อีก 3 ปีก็สายเสียแล้ว และต้องรู้ว่า อีก 5 ปี เด็กนั่งอยู่ที่บ้านก็สามารถสมัครเรียนมหาวิทยาลัยได้ทั่วโลก อีก 20 ปี จะไม่มีเด็กมาโรงเรียนอีกแล้ว เพราะสื่อเทคโนโลยีมันเข้าไปถึงห้องนอน เรียนอยู่ที่บ้าน เรียนอยู่ร้านกาแฟก็ได้ เด็กบางคนดู สตีฟ จ็อบส์ เป็นไอดอล เป็นต้นแบบ คือไม่ต้องเรียนให้จบมหาวิทยาลัย แต่สามารถเป็นเศรษฐีได้ เราให้กำลังใจท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ท่านมีสายตาไกล มองเห็นภัยใกล้ถึงตัว แก้ไขหลักสูตรใช้เวลาไม่นาน แต่ต้องใช้คนที่รู้ปัญหาจริง รู้วิธีการที่จะทำหลักสูตรให้เหมาะสมทันสถานการณ์ได้จริง เราจะได้ไม่อายเพื่อนบ้าน เราจะได้ไม่ดูถูกคนอื่น เราจะต้องตื่นตัว เราต้องรู้ตัวตลอดเวลาว่าขณะนี้เราอยู่ ณ ลำดับที่เท่าไรของอาเซียน ครูทุกคนที่อยู่แนวหน้า ที่อยู่ในสนามรบ กำลังเกาะติดการปฏิรูปหลักสูตรอยู่อย่างตั้งใจ อยากบอกให้ผู้ทำหลักสูตรได้รู้ว่า อาวุธใดที่ท่านส่งไปแล้วไม่มีคุณภาพ หลักสูตรใดที่ใช้สอนแล้วไม่ได้เรื่อง แล้วจะมาหยุดชะงักไปได้อย่างไร จะปล่อยให้น้ำไหลเข้ารูรั่วใต้ท้องเรือให้จมได้อย่างไร

โปรดอย่าลืมว่า การปฏิรูปการศึกษาถูกต้องเกิดขึ้นที่โรงเรียน เกิดขึ้นในชั้นเรียน เกิดขึ้นระหว่างครูกับนักเรียน ดังนั้น ให้นักปฏิรูปทั้งหลายหันหน้าเข้าสู่โรงเรียน หันหน้าเข้าชั้นเรียน Back to school. Focus on classroom activities ช่วยกลับไปถามปัญหา ความต้องการการใช้หลักสูตรจากแนวรบ โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จในการบริหารหลักสูตรดูด้วย อาจได้คำตอบที่ดีจากผู้นำหลักสูตรไปใช้



มีเพื่อนครูชาวต่างประเทศที่เข้ามาสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยมากกว่า 10 ปี พูดกับผู้เขียนว่า ?ฉันมาสอนที่เมืองไทยเกิน 10 ปีแล้ว แต่ไม่เคยเห็นครูไทยกลับไปยืนที่หลังห้องเรียนแล้วให้โอกาสเด็กนักเรียนได้ออกมายืนหน้าห้องทำกิจกรรมแทนครูเลย? แปลเป็นไทยว่า ครูไทยไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถหน้าห้องเรียน มีแต่ครูเป็นผู้รู้มากผูกขาดอยู่คนเดียว เด็กไทยจึงต้องฉลาดน้อยกว่าครูตลอดไป และมีอีกตัวอย่างหนึ่ง เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาสองคนในเยอรมนีคุยกัน "...นี่เธอ อย่าเด็ดดอกไม้... อย่าเด็ดดอกไม้ในสวนสาธารณะนี้นะ... มันไม่ใช่ดอกไม้ของเธอคนเดียว มันเป็นของทุกคน เธอจะเด็ดเอามาเป็นเจ้าของคนเดียวไม่ได้..." ทำอย่างไรจิตสำนึกของเด็กไทยจึงจะกลับมาเป็นเช่นนี้อีก

มีโรงเรียนระดับประถมศึกษาอีกโรงเรียนหนึ่ง ในหมู่บ้านหนองดินดำ ตำบลกะฮาด อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ แต่เดิมมีนักเรียนจำนวน 29 คน หมู่บ้านมีจำนวนประชากร 60 กว่าครอบครัว ปัจจุบันมีนักเรียน 150 คน มีนักเรียนย้ายมาเรียนจาก 3 ตำบล เกิน 10 หมู่บ้าน โดยผู้ปกครองยินยอมเหมารถให้รับส่งลูกมาโรงเรียน เหตุที่นักเรียนเพิ่มขึ้นมากเพราะผลการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ เด็กสามารถอ่านออกเขียนได้ 100% ครูใช้วิธีสอนภาษาไทย โดยใช้หลักการสะกดตัว ตามแบบเรียนเร็วเล่มใหม่ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เด็กเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้อย่างคล่อง อ่านออกเขียนได้คิดเลขเป็น โรงเรียนจัดกิจกรรมออมทรัพย์ในรูปสหกรณ์ให้นักเรียน โรงเรียนมีกิจกรรมการเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ โรงเรียนสร้างสระว่ายน้ำขนาดเล็ก ให้เด็กได้ฝึกว่ายน้ำทุกคน เป็นสระว่ายน้ำที่ลงทุนก่อสร้างในราคาต่ำ (สองแสนบาท) เด็กระดับประถมต้นเรียนเพียง 3 สาระวิชา มานานแล้ว โดยไม่ได้จัดให้เรียนให้ครบ 8 สาระวิชา เหมือนหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

โรงเรียนแห่งนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ เพราะผู้บริหารคิดนอกกรอบ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง มีครูหลายโรงเรียนไปขอดูงาน ถ้าท่านเจาะลึกลงไปถึงโรงเรียนนี้แล้วท่านจะรู้ว่าหลักสูตรสำเร็จที่ท่านตัดส่งไปให้เขาใส่นั้น สร้างความอึดอัดใจให้เขาอย่างไร หรือจำใจต้องใส่ จำเป็นต้องใช้หลักสูตรจำเป็นต้องมีการประเมินผลความพึงพอใจผู้ใช้ ประเมินผลสัมฤทธิ์ ในทุกระยะเวลา 1 ปี 3 ปี 6 ปี

 

ที่มา:มติชนรายวัน 1สิงหาคม 2556

Comments