บทเรียนจากการสอบบรรจุครู

โพสต์9 เม.ย. 2556 00:33โดยPramern Boonsena

สมเชาว์ เกษประทุม 

ผมได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบบรรจุผู้ช่วยครู ที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติดำเนินการ จาก น.ส.พ.มติชนคอลัมน์มติชนมติครูบ้าง และคอลัมน์อื่นๆ บ้าง โดยมีการกล่าวย้อนไปถึงการทุจริตในการสอบบรรจุครูที่เคยเกิดขึ้น ที่จังหวัดปราจีนบุรี ในทำนองว่าเป็นการทุจริตที่คล้ายคลึงกัน และไม่แน่ใจว่าการทุจริตใน 2 ครั้งนี้ ครั้งไหนจะสร้างความเสียหายให้แก่กระทรวงศึกษาธิการมากกว่ากัน 

ผมเคยตกอยู่ในฐานะของจำเลยสังคม สมัยมีการทุจริตการสอบที่จังหวัดปราจีนบุรีเกิดขึ้นมาก่อน จึงใคร่ที่จะอธิบายขยายความให้ผู้อ่านได้เข้าใจเพื่อเป็นสาธกอุทาหรณ์แก่ผู้เกี่ยวข้อง และขอแนะนำว่าหากไม่จำเป็นแล้วไซร้อย่าได้มีความคิดที่จะเป็นผู้ดำเนินการสอบอีก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องร้อน จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครได้ดีจากการเป็นผู้จัดการเกี่ยวกับการสอบเลย ไม่ว่าจะเป็นการสอบบรรจุครู การสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือแม้แต่การสอบ ONET 

ที่ว่าผมตกเป็นจำเลยสังคมนั้นก็เนื่องมาจากช่วงสมัยที่ผมทำงานอยู่ที่สำนักงาน ก.ค. ผมดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองวิชาการบริหารงานบุคคล ซึ่งมีงานการสอบบรรจุครูอยู่ในกองนี้ด้วย 

ประกอบกับในห้วงเวลาดังกล่าว มีข่าวการทุจริตการสอบแข่งขันของหน่วยจัดสอบครูทั่วประเทศ ทั้งการสอบของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (รับผิดชอบการสอบบรรจุครูให้กรมสามัญศึกษา) การสอบของ อ.ก.ค.จังหวัดทุกจังหวัด (รับผิดชอบการสอบบรรจุครูของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ) ในหลายรูปแบบ อาทิ การซื้อขายข้อสอบ การติวข้อสอบ การบอกข้อสอบและบอกคำเฉลยล่วงหน้า การแก้ไขกระดาษคำตอบ การแก้ไข ต 2 ข. (แบบกรอกคะแนน) การช่วยคะแนนสัมภาษณ์ให้สูงเป็นพิเศษ เป็นต้น 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.) ซึ่งเป็นองค์การกลางในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู จึงหันมาคิดทบทวนว่าจะหาทางแก้ไขปัญหาการทุจริตดังกล่าวได้อย่างไร 

ในที่สุด ก.ค.เปิดกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ.2523 ดูก็พบบทบัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการครู (ก.ค.) มีอำนาจในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู" ซึ่งท้ายมาตรานี้ยังมีบทบัญญัติเพิ่มเติมว่า "ในกรณีที่เห็นสมควรอาจมอบหมายให้หน่วยงานทางการศึกษาใด เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันดังกล่าว ก็ได้" 

ดังนั้น ก.ค.จึงไม่รีรอลงมติมอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ผ่านทางกองวิชาการบริหารงานบุคคลซึ่งผมเป็นผู้อำนวยการกองเป็นผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่การออกข้อสอบ การพิมพ์ข้อสอบ การประมวลผลการสอบ จนถึงขั้นประกาศผลการสอบและขึ้นบัญชีไว้ 

ผมได้ปรึกษากับเพื่อนร่วมงานของผมว่า "สู้ไหม" ทุกคนต่างยืนยันว่าสู้ตายจนในที่สุดผลการสอบบรรจุครูครั้งแรกของ ก.ค. เมื่อปี พ.ศ.2524 ก็ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม คณะกรรมการ ก.ค.ทุกคนได้หน้าได้ตาเสมอหน้ากัน ส่วนพวกผมก็รู้สึกเฉยๆ ครับ เพราะงานการสอบนั้นพวกเราส่วนมากอดตาหลับขับตานอนกันขนาดไหน ไม่มีใครรู้สักกี่คน ยิ่งการประมวลผลการสอบสำหรับผู้เข้าสอบประมาณ 250,000 คน ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลาค่อนข้างมาก 

พอถึงปีถัดมา ก.ค.เห็นฝีมือของพวกผมแล้วก็ไม่รีรอมอบให้สำนักงาน ก.ค. เป็นผู้ดำเนินการทันที ในที่สุดกระบวนการสอบบรรจุครู ปี พ.ศ.2525 ก็ดำเนินการไปตามครรลองที่เคยปฏิบัติแต่รัดกุมยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าเพราะมีผู้เข้าสอบเกือบ 300,000 คน 

จะมาปรากฏผลถึงกับสะดุ้งสุดตัวก็ต่อเมื่อ มีกลุ่มผู้สอบที่ อ.ก.ค.จังหวัดปราจีนบุรีรับสมัครจำนวน 50 คน ได้คะแนนเรียงลำดับจากเลขที่ 1 ถึงเลขที่ 50 โดยที่ไม่มีผู้สอบของจังหวัดใดมาคั่นกลางไว้เลยแม้แต่คนเดียว! 

ทุกคนจึงสงสัยว่า ผู้เข้าสอบแข่งขันที่จังหวัดปราจีนบุรีเก่งกล้าสามารถถึงขนาดนั้นเชียวหรือ ผู้เขียนจึงไปดูคะแนนที่สอบได้แต่ละวิชาก็ปรากฏว่า ได้คะแนนค่อนข้างมากเกือบเต็ม 100 คะแนนก็มี 

ในวันรุ่งขึ้น น.ส.พ.แทบทุกฉบับก็ลงข่าวในทำนองเดียวกันว่าต้องมีข้อสอบรั่ว ณ จุดใดจุดหนึ่งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะมี น.ส.พ.หัวสีแดงฉบับหนึ่งลงข่าวชัดเจนว่า ข้อสอบต้องรั่วที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.ค. 

ส่วนตัวผมมีความมั่นใจ 100% ว่า "ไม่ใช่ ไม่จริง เพราะเพื่อนร่วมงานของผมซึ่งผมคัดเลือกมากับมือไม่ชั่วร้ายดังที่มีผู้กล่าวหา" 
ก่อนที่จะนำเสนอ ก.ค.ให้ยกเลิกผลการสอบทั้งประเทศไม่เฉพาะที่ปราจีนบุรี ผมและคณะจากสำนักงาน ก.ค. ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวง ได้ขออนุญาตจาก ก.ค.เพื่อไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ปราจีนบุรี โดยที่ผมก็ไม่ได้บอกว่าจะไปทำไป 

ผมได้ไปพบกับผู้เข้าสอบที่ได้คะแนนยอดเยี่ยมเกือบทุกคนว่าขอให้ลองทำข้อสอบที่สอบไปเมื่อ 10 กว่าวันก่อน เชื่อไหมครับไม่มีผู้ใดได้คะแนนถึงร้อยละ 65 เลยแม้แต่วิชาเดียว! 

ถ้าเช่นนั้น ข้อสอบรั่ว ณ จุดใด ต่อไปนี้คือคำตอบ... 

ตามแนวทางการสอบสวนทางวินัยและตามแนวทางการสืบสวนสอบสวนของตำรวจซึ่งได้ทำคู่ขนานกันไป และจากคำตัดสินของศาลอาญาและศาลแพ่งได้ข้อยุติว่า 

"ข้อสอบได้ถูกเปิดซองขึ้นที่จังหวัดนครนายก โดยผู้เดินทางมารับข้อสอบคนหนึ่ง หวังที่จะได้ข้อสอบไปช่วยเหลือแก่คนที่ตนรัก หลังจากนั้นได้มีขบวนการติวข้อสอบ ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี ต่อมามีการซื้อขายข้อสอบในอัตราฉบับละ 2,000-3,000 บาท เหมือนการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล" 

ส่วนผู้ทุจริตในการสอบได้แก่ผู้แทนข้าราชการครูใน อ.ก.ค.จังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับผู้บริหารในจังหวัดนั้นเอง 
จนบัดนี้ผู้กระทำทุจริตบางคนได้รับโทษบ้าง ไม่ได้รับโทษบ้างตามสำนวนการสอบสวนที่ไปถึงและไปไม่ถึง มีบางคนที่หนีคุกไปตายในประเทศใกล้เคียง และบางคนยังมีชีวิตอยู่ในจังหวัดปราจีนบุรี 

ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ทำการซื้อขายข้อสอบทุกท่านในกลุ่ม 50 คนหรือมากกว่า เพราะทุกคนไม่ได้รับโทษใดๆ เลยแม้แต่น้อยทั้งทางแพ่งและอาญา 

ผิดกับพวกผมที่รับงานของ ก.ค.มาทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่กลับมาถูกตั้งกรรมการสอบทางวินัยอย่างร้ายแรงจากกระทรวงศึกษาธิการ และถูกสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง รวมทั้งบางคนถูกฟ้องคดีอาญาด้วย 

กว่าพวกผมจะเป็นผู้เป็นคนและมีคนเชื่อใจเหมือนเดิมก็ต้องใช้เวลาอีกนานนับสิบๆ ปี จนคดีถึงที่สุดแล้ว 

ขณะนี้พวกผมไม่มีอะไรที่จะโกรธเคืองต่อผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญอีกต่อไปแล้ว เพียงแต่ก่อนนอนทุกคืน ผมจะแผ่เมตตาในทำนองว่า "ขออย่าได้จองเวรต่อกันและกันเลยทั้งชาตินี้และชาติหน้า" 

คราวนี้ขอย้อนไปดูเรื่องการสอบบรรจุครูผู้ช่วยที่กำลังเป็นข่าวอื้อฉาวอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการขณะนี้ว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำ คำตอบง่ายๆ ก็คือผู้ดำเนินการจัดสอบและผู้ที่มอบอำนาจให้มีการสอบครั้งนี้ขึ้น ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าการสอบบรรจุครูผู้ช่วยเป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ภายหลังเมื่อมีความไม่ชอบมาพากลแล้วจะยกเรื่องทั้งหมดไปให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาตัดสินใจว่าจะยกเลิกผลการสอบ หรือจะประกาศผลขึ้นบัญชีผู้ที่สอบแข่งขันได้ไว้ ถือว่าเป็นการโยนเผือกร้อนไปให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาโดยแท้ และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่จะกลายเป็นจำเลยที่ 1 ทันที 

ผมโชคดีครับที่คงไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกฟ้องทั้งทางอาญาและทางแพ่งเหมือนการสอบครั้งก่อน ทั้งนี้เพราะผมได้ขอลาออกจากประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาได้ทันเวลาพอดี! 

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน 

Comments