สสค.ย้ำสอนให้เด็กคิดเป็นสำคัญกว่าทักษะอาชีพ

โพสต์26 ก.พ. 2557 20:06โดยPramern Boonsena

สสค.จับมือสสส.เดินหน้าโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ “หมอสุภกร” ชี้แม้การส่งเสริมให้เด็กมีทักษะอาชีพและทักษะชีวิตจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในศตวรรษที่ 21 การสอนให้เด็กคิดเป็นและลงมือทำได้จริงมีความสำคัญยิ่งกว่า

วันนี้(26 ก.พ.)ที่โรงเรียนรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดการประชุมลงนามบันทึกข้อตกลงการดำเนินงานและปฐมนิเทศในโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพรุ่นที่ 1 (ภาคเหนือและภาคใต้) จำนวน 50 โครงการ ในพื้นที่ 19 จังหวัด ได้แก่ เชียงรายแม่ฮ่องสอน น่าน ลำปาง แพร่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์เชียงใหม่ ลำพูน ระนอง นครศรีธรรมราช สตูล สงขลา ปัตตานีและนราธิวาส ซึ่งนพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค.กล่าวว่าลักษณะโครงการที่เน้นเรื่องทักษะอาชีพและทักษะชีวิตแต่เดิมนั้น มักเน้นไปกับทักษะที่ใช้มือทำกิจกรรมเช่น งานจักสาน งานเกษตรกรรม งานคหกรรม แต่ปัจจุบันสิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ การสร้างให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ที่เกิดจากสมองเพื่อโยงไปสู่ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบด้วย 6ทักษะสำคัญ ได้แก่ 1) ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต2) ทักษะการคิดวิเคราะห์ 3) ทักษะการบริหารจัดการ4) ทักษะในการแก้ปัญหา 5) ทักษะในการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นและ 6) ทักษะในการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศดังนั้นสิ่งสำคัญคือการฝึกวิธีคิด เช่นปัจจัยใดส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สามารถขายได้จริงในตลาด ทักษะการนำเสนอหรือการเรียนรู้ว่าสินค้าหรือบริการแบบใดเหมาะกับท้องถิ่นและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่สอนผู้เรียนอย่างที่ครูอยากจะสอนแต่ไม่ได้มองการใช้ประโยชน์ต่อในภายหลัง เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เหนือยิ่งกว่าการสร้างให้นักเรียนเกิดทักษะอาชีพและทักษะชีวิตก็คือการสอนให้เด็กคิดได้และสามารถลงมือทำได้จริง 
นางสาวนราทิพย์ พุ่มทรัพย์หัวหน้าทีมติดตามโครงการฯ อดีตผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่าการปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มจากตัวเอง การฝึกทักษะผู้เรียนให้ลงลึกถึง 6 ทักษะพื้นฐานในศตวรรษที่ 21 นั้นอยากให้เน้นกระบวนการสร้างให้เกิดการเรียนรู้ดังกล่าวเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ครูและโรงเรียนทั่วไปสามารถทำได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเป็นกรณีศึกษานำร่องให้กับเพื่อนโรงเรียนอื่นๆโดยเฉพาะความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดกับนักเรียนจะเป็นตัวชี้วัดได้ดีที่สุดสะท้อนให้เห็นว่าทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันปฏิรูปการศึกษาในพื้นที่ได้จริง 

  เดลินิวส์ วันพุธ 26 กุมภาพันธ์ 2557

Comments