คลอดแนวปฏิบัติเช็กบิลครูผู้ช่วย สั่งอ.ก.ค.ศ.ตรวจคุณสมบัติ "2พัน" ครู

โพสต์21 พ.ย. 2556 18:39โดยPramern Boonsena

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกระดับและพัฒนาวิชาชีพครูตามนโยบายของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า สำนักงาน ก.ค.ศ.จะเสนอให้ที่ประชุมคณะทำงานเพื่อยกระดับและพัฒนาวิชาชีพครู



ที่มีนางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัด ศธ. เป็นประธาน พิจารณาในเรื่องการตีค่าคุณวุฒิของผู้ที่จะบรรจุเป็นครูผู้ช่วยในสาขาวิชาขาดแคลน 4-5 วิชา อาทิ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย เป็นต้น เพื่อให้ได้คนดีคนเก่งเข้ามาเป็นครู เบื้องต้นมีแนวคิดจะให้เงินเพิ่มพิเศษหรือค่าตอบแทนพิเศษแก่ผู้ที่บรรจุในสาขาที่ขาดแคลนเพิ่มจากเงินเดือนปกติที่ได้รับ 15,000 บาท และหากได้รับความเห็นชอบ จะต้องออกเป็นกฎ ก.ค.ศ.ต่อไป นอกจากนี้ จะให้มีการกำหนดมาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูใหม่ แยกเป็นสายประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา เพื่อให้ตรงสายงานตามความก้าวหน้า แต่ในปัจจุบันจะใช้มาตรฐานตำแหน่งรวม ขณะที่มีโรงเรียนขนาดเล็กมากขึ้นและเกี่ยวพันกับเรื่องการโยกย้าย ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานตำแหน่งที่แยกออกไปแต่ละสาย

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อว่า ส่วนการประเมินวิทยฐานะที่ ก.ค.ศ.กำลังปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์วิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ว 17/2552 ในสายผู้สอน สายผู้บริหารการศึกษา สายผู้บริหารสถานศึกษา และสายศึกษานิเทศก์ ซึ่งจะให้น้ำหนักของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนมากขึ้นกว่าเดิมนั้น จะมีการเสนอให้ใช้เกณฑ์การประเมินวิทยฐานะเพิ่มอีกทางเลือกหนึ่ง คือ เป็นการประเมินวิทยฐานะเชิงอนาคตที่จะนำมาใช้กับทุกวิทยฐานะ โดยจะเป็นลักษณะการประเมินที่จะต้องมีการทำข้อตกลงกับเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ส่วนครูที่จะเข้ารับการประเมิน จะต้องทำข้อตกลงกับผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย ซึ่งจะมีการประเมินเป็นระยะๆ อาจจะใช้เวลาประมาณ 2 ปีที่จะผ่านเกณฑ์การประเมิน ทั้งนี้ การประเมินวิทยฐานะเชิงอนาคต จะเป็นผลดีกับการจัดการเรียนการสอนที่ครูจะไม่ทิ้งห้องเรียนและครูจะต้องมีการพัฒนาตนเองโดยจะต้องมีการทำข้อตกลงด้วยว่าในระหว่างการประเมิน ครูจะต้องไม่ย้ายไปที่โรงเรียนอื่น อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้หากได้รับความเห็นชอบ สำนักงาน ก.ค.ศ.ก็พร้อมจะเดินหน้าต่อไปเพื่อยกระดับและพัฒนาวิชาชีพครู ซึ่งจะต้องนำเสนอให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.เห็นชอบต่อไปด้วย

นางศิริพรกล่าวด้วยว่า ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ทั่วประเทศกรณีปัญหาการทุจริตสอบครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ว12 ดังนี้ 1.กรณีครูผู้ช่วยที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการ และได้ยื่นคำร้องทุกข์ต่อ ก.ค.ศ. ให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเกี่ยวข้องกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ พิจารณาคำร้องทุกข์ตามกระบวนการของกฎหมายให้แล้วเสร็จโดยเร็ว 2.กรณีเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และ/หรือยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และยึดแนวปฏิบัติ คือ ให้ผู้มีอำนาจมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และให้ขอข้อมูลพยานหลักฐานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ ศธ.ตั้งขึ้น ฯลฯ รวมทั้งสอบพยานหลักฐานแวดล้อม โดยให้ครูผู้ช่วยได้มีโอกาสที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน หากพบว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอ ฟังได้ว่ามีการทุจริตในการสอบคัดเลือกจริง ให้สั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และเป็นผู้กระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการและแจ้งสิทธิในการร้องทุกข์ให้ทราบ และรายงาน ก.ค.ศ.ทราบ

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวว่า หากตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยให้ครูผู้ช่วยชี้แจงและสอบพยานหลักฐานแวดล้อมแล้วไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนพอที่จะรับฟังได้ว่ามีการกระทำทุจริตในการสอบคัดเลือกตามที่ถูกกล่าวหา ให้รับราชการต่อไปและรายงาน ก.ค.ศ.ทราบ 3.กรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ซึ่งสอบคัดเลือกเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 จำนวน 2,161 ราย ซึ่งดีเอสไอเชื่อว่ามีผู้สมัครสอบยื่นเอกสารหลักฐานการสมัครสอบไม่ถูกต้อง หรือขาดคุณสมบัติในการสมัครสอบ และมีการรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครสอบไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติ เนื่องจากการรับสมัครและตรววจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร เป็นอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ทั้งนี้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาอาจตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการตรวจสอบได้


 

Comments