การศึกษาที่ไม่ตายคือการศึกษาที่มีประโยชน์

โพสต์8 มิ.ย. 2557 21:33โดยPramern Boonsena

“ ผมพูดแบบนี้แแล้ว สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากๆก็คือในขณะนี้เรามีความพยายามกระตุ้นให้เด็กมีความสนใจที่เจาะจง หรือ แค่การไปสู่การมีอาชีพ ยกตัวอย่างตั้งแต่มัธยมเราก็แยกเด็กเป็นสายวิทย์สายศิลป์ พอเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งก็ต้องบอกว่าอยากจะเจาะสาขาไหนให้ลึกลงไป เด็กเราจะมีความรู้สึกว่าเขาก็สนใจอย่างเดียวก็พอ เพราะนั่นจะเป็นการไปสู่การเรียนได้ดี การมีงานทำ. แต่ทำให้เขาลืมมิติอื่นๆ สิ่งดีๆที่ผมได้พูดไว้ว่าเขาควรจะรอบรู้ด้านอื่น เพื่อให้เขาเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้นไปด้วย สิ่งเหล่านี้ผมคงไม่สามารถไปแก้ไขระบบได้ แต่ถ้าคิดว่าเป็นหน้าที่ของเราที่เป็นผู้ใหญ่ผู้เกี่ยวข้อง ก็คือต้องกระตุ้นให้เด็กเข้าใจจะเลือกสายวิทย์หรือสายศิลป์ก็รู้ว่ามันยังมีด้านอื่นที่เราอาจจะไม่เก่ง แต่อย่าไปทอดทิ้งมัน ก็พยายามศึกษาควบคู่ไปด้วย ถ้าเข้าไปเรียนสาขาวิชาไหนมันมีทั้งวิชาโทวิชาเอก และมีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิตก็หาความรู้เสริมด้านอื่นๆเข้ามา สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ามันนำไปสู่การทำให้เขาเป็นคนที่ออกมาอย่างที่เราว่า”

           คำพูดทั้งหมด ข้างบน  เป็นของ  ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, อดีตรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ผู้อยู่เบื้องหลังงานบริหารนโยบายเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลหลายชุด และ นักเขียนหนังสือสารคดีในแนวสาระบันเทิง เจ้าของนามปากกา วินนี่ เดอะปุ๊

                 จากมุมมองของท่านชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ทำให้ต้องมาคิดว่า การศึกษาย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะผลลัพธ์ของการศึกษาไม่เหมือนวิชาคณิตศาสตร์ที่หนึ่งบวกหนึ่งต้องเป็นสอง แต่การศึกษาจำเป็นต้องเคลื่อนไหวไปกับสถานการณ์ของสังคมด้วย  หากต้องการให้การศึกษามีประสิทธิภาพ การศึกษาต้องเคลื่ินไหวไปตามสถานการณ์และต้องไปแบบเป็นผู้นำด้วย ไม่ใช่ร่วมไปกับขบวนแห่เท่านั้น

            ครั้งการศึกษาคือการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดปัญญา คนที่เรียนรู้มากเท่าไรคือคนที่ได้รับการยกย่องจากสังคมว่าเป็นปราชญ์ คือ ผู้รู้

            แล้วครั้งหนึ่งปราชญ์ผู้รอบรู้ก็ถูกดูแคลนว่า มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด จึงได้เกิดการเรียนรู้เฉพาะทางขึ้นเพื่อเป้าหมายให้ชีวิตอยู่รอดนั่นคือการก้าวเข้าไปสู่มิติของการทำงานเพื่อหาเงิน ยิ่งเงินมีความสำคัญมากขึ้นเท่าไร คนก็ยิ่งบ้าการทำงานมากเท่านั้น การเรียนรู้เฉพาะทางยิ่งขยายโอกาสมากขึ้นจนกลายเป็น คนในสังคมมองเห็นภาพเพียงด้านเดียว เมื่อคนเห็นภาพเดียวกันมากขึ้น การแข่งขันแย่งกันเพื่อมุ่งไปทางเดียวกันก็กลายเป็นปัญหาของคนตกงาน สิ่งที่กลายเป็นจำเลยของสังคมคือ การศึกษาที่ไม่สามารถแก้ปัญหาของสังคมได้ ทั้งๆที่สังคมนั่นแหละเป็นตัวกระตุ้นให้การศึกษาต้องเป็นไปอย่างนั้น

            จึงได้ย้อนกลับเข้าสู่ การสร้างปัญญาให้กับคนในสังคม  คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้เกิดปัญญาในทุกๆด้าน เพื่อให้มีความเป็นปราชญ์ในตัวเองที่จะนำไปใชัในการดำเนินชีวิต

สรุปกันด้วย ความจริงสู่ความจริง ที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ การศึกษาต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพราะการศึกษาที่หยุดนิ่งคือการศึกษาที่ไม่มีชีวิต

           ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาคือการให้การศึกษาไม่ตายนั่นเอง

ชนิตร ภู่กาญจน์

Comments